วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Everywhere the Cow Says "Moo"

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:Ellen Slusky Winstein
หนังสือภาพสำหรับเด็ก พูดถึงเสียงสัตว์ต่าง ๆ ที่ร้องต่าง ๆ กันไปในภาษาอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น มีแต่วัว เท่านั้นที่ร้องเหมือนกันแทบทุกในภาษา คือ ร้องว่า "มู" (บ้านเราร้อง"มอ") สัตว์ในหนังสือก็มี สุนัข กบ เป็ด ไก่ และวัว

ภาพสวย สีสันสดใส คำสั้น และใช้คำซ้ำ จำง่าย เด็ก ๆ ชอบ

อย่างเช่นเสียงร้องของ กบ ในภาษาต่าง ๆ หนังสือก็จะเขียนไว้ว่าอย่างนี้นะคะ

"In English, the frog says, "Ribbit ribbit!"
In Spanish, the frog says, "Crew-ah crew-ah!"
In French, the frog says, "Kwah kwah!"
In Japanese, the frog says, "Kero kero!"
But everywhere, the cow says, "Moo!"

แล้วก็จะเปลี่ยนชนิดของสัตว์ โดยเขียนตามรูปแบบนี้

ลูกชายคนเล็ก 18 เดือน ชอบมาก ขอให้อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก (เมื่อคืนโดนอ่านรวดเดียวซ้ำกัน 3 รอบ แม่แทบร้องเป็นวัวเลย)

ใครมีลูกมีหลานอายุตั้งแต่ 2 - 5 ปี แนะนำหนังสือเล่มนี้ค่ะ เป็นคำภาษาอังกฤษง่าย ๆ เหมาะกับเด็กเล็กหัดพูดด้วยนะคะ ได้หัดพูดเลียนเสียงสัตว์

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The Negro Speaks of Rivers

The Negro Speaks of Rivers 

I've known rivers: 

I've known rivers ancient as the world and older than the flow of

human blood in human veins.  

My soul has grown deep like the rivers.  

I bathed in the Eupharates when dawns were young. 

I built my hut near the Congo and it lulled me to sleep.

I looked upon the Nile and raised pyramids above it. 

I heard the singing of the Mississippi when Abe Lincoln went down to New Orleans. 

and I've seen its muddy bosom turn all golden in the sunset.

I've known rivers: Ancient, dusky rivers. My soul has grown deep like the rivers.


- Langston Hughes


แปะกลอนไว้ก่อน เอาไว้ถ้ามีเวลาอาจจะมาถอดความ

The Negro Speaks of Rivers




หนังสือภาพสำหรับเด็กเล่มนี้ วาดภาพประกอบโดย E.B. Lewis หนังสือได้นำำบทกวีของ แลงสตั้น ฮิวจ์ กวี นักเขียน ผู้มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน (Civil Rights) มาจัดทำในรูปแบบของหนังสือภาพสำหรับเด็ก อายุ 4-8 ปี

เราอ่านหนังสือเล่มนี้ และดูภาพประกอบแล้วประทับใจมาก จึงอยากเอามาแบ่งปัน อยากให้เห็นว่าที่อเมริกา (และประเทศที่มีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็งอื่น ๆ) ทำหนังสือเด็กได้ดีจริง ๆ คงเป็นเพราะตลาดกว้าง ถึงแม้หนังสือเด็กจะไม่ใช่หนังสือทำเงินมหาศาลเท่ากับพวกนิยายขายดีทั้งหลาย แต่ก็ยังมีตลาดรองรับ อย่างน้อยก็ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ เมื่อมีเงินที่จะทำ เขาก็เลยสามารถทำหนังสือได้สวย มีศิลปินหลายคนที่หันมาวาดภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็ก รวมทั้งที่เขียนเองด้วย ก็ประสบความสำเร็จกันหลายคน

เมื่อทำหนังสือสวย ๆ เด็ก ๆ ก็มีโอกาสได้สัมผัสงานศิลปะที่สวยงามจากงานภาพประกอบ และรับสารจากถ้อยคำไปด้วยพร้อม ๆ กัน

บทกวีของแลงสตั้น ฮิวจ์ บทนี้ได้รับความนิยม และถือว่าเป็นลายเซ็นต์ของนักเขียนผู้นี้เลย เขาเขียนกวีบทนี้เมื่อปี 1920 เมื่อตอนเขาอายุ 18 ปี

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

Blueberry Muffin


Description:
ช่วงที่แม่สามีมาเยี่ยม ต้องทำอาหารทุกวันส่วนใหญ่เป็นอาหารกลางวันกับอาหารเย็น อาหารเช้ามักจะเป็นขนมปังปิ้ง วาฟเฟิล แพนเค้ก แต่นึกเบื่อ ๆ เลยอยากทำบลูเบอร์รี่มัฟฟิ่นบ้าง เห็นบลูเบอร์รี่แช่แข็งในตู้เย็นยั่วตายั่วใจเหลือเกิน เลยจัดการซะ หาสูตรในเน็ตได้ที่ www.simplyrecipes.com

* สูตรต้นตำรับเขาใช้โยเกิร์ต แต่พอดีไม่มี เลยใช้นมจืด 2% แทนในปริมาณเท่ากัน เพราะดูจากอีกสูตรหนึ่ง เครื่องปรุงเ หมือนกันต่างกันที่สูตรี้ใช้โยเิกิร์ต ทำออกมาก็รสชาติใช้ได้ เอาไว้ต้องลองเอาโยเกิร์ตมาทำบ้าง *

สูตรนี้ถ้าทำเต็มสูตรอบมัฟฟิ่นออกมาได้ 24 ชิ้น (ถาดขนาดมาตรฐาน 12 ชิ้น)


Ingredients:
ขอลอกสูตรมาเลยนะคะ

3 cups of all-purpose flour
1 Tbsp baking powder
1/2 teaspoon baking soda
1/2 teaspoon salt
10 Tbsp unsalted butter (1 1/4 stick), softened
1 cup sugar
2 large eggs
1 1/2 cup plain yogurt
1 teaspoon grated lemon peel
1 1/2 cups blueberries
1 Tbsp flour (if using defrosted frozen berries)




Directions:
1 Adjust the oven rack to the middle-lower part of the oven. Preheat oven to 375°F.

2 Whisk together the flour, baking powder, baking soda, and salt and set aside.

3 In a large mixing bowl, cream butter and sugar together, beating until fluffy. Add eggs one at a time, beating until incorporated after each one. Beat in the grated lemon peel.

4 Beat in one half of the dry ingredients until just incorporated. Beat in one third of the yogurt. Beat in half of the remaining dry ingredients. Beat in a second third of the yogurt. Beat in the remaining dry ingredients and then the remaining yogurt. Again be careful to beat until just incorporated. Do not over beat. Fold in the berries. If you are using frozen berries, defrost them first, drain the excess liquid, and then coat them in a light dusting of flour.

5 Use a standard 12-muffin muffin pan. Coat each muffin cup lightly with olive oil or grapeseed oil using a pastry brush, or with a little butter. Or use one of those convenient vegetable oil sprays. Distribute the muffin dough equally among the cups. Bake until muffins are golden brown, about 25 to 30 minutes. Test with a long toothpick (we use a thin bamboo skewer) to make sure the center of the muffins are done. Set on wire rack to cool for 5 minutes. Remove muffins from the tin and serve slightly warm.

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

Monterey Bay 2 & Cannery Row




รูปชุดนี้ถ่ายวันเดียวกันกับชุดที่ลงไว้ก่อนหน้า

ภายในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจะมีส่วนที่ให้เด็กเล่นถึงสี่ที่ด้วยกัน ที่แรกจะมีส่วนหนึ่งสำหรับเด็กโตหน่อย มีบ่อน้ำสูงขนาดหน้าอกเด็ก ให้เด็กเล่นพ่นน้ำ แสดงถึงกระแสคลื่นในทะเล ที่ที่สองจะอยู่ติดกันกับที่แรก ตรงนี้เหมาะสำหรับเด็กเล็กวัยคลาน และวัยเตาะแตะ พื้นนุ่มล้มไม่เจ็บ ตรงนี้ก็จะมีรางน้ำเล็ก ๆ ให้เล่นเหมือนกัน แล้วก็มีเบาะกลมที่กระเพื่อมไปมา แสดงถึงระลอกคลื่นในทะเลเหมือนกัน

ที่ที่สามก็จะเป็นโซนเล็ก ๆ ให้เด็กวิ่งเล่น มีม้าโยก มีไม้ลื่น แล้วก็มีชุดเป็นปลา เป็นม้าน้ำ หอย ให้เด็ก ๆ แต่งตัวเล่นกัน

ที่ที่สี่ตรงนี้ก็จะเป็นนิทรรศการความรู้สำหรับเด็กเสียส่วนใหญ่ มีการแสดงเสียงของปลาวาฬ สิงโตทะเล มีที่ให้เด็กเล่นตักปลา ตักกุ้ง แล้วก็มีมุมให้เด็กทำภาพพิมพ์รูปสัตว์ทะเล โดยมีแท่นโลหะแกะเป็นรูปสัตว์แล้วเด็กก็เอากระดาษวางทาบ แล้วใช้แท่งสีเทียนฝนไปบนกระดาษ (เราไม่ได้ถ่ายรูปตรงนี้มา)

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำนี้เป็นที่สำหรับครอบครัวจริง ๆ มาเที่ยวกันได้ทุกเพศทุกวัย ดูเหมือนว่าคนจะเยอะทุกเสาร์อาทิตย์ เพิ่งโทรคุยกับเพื่อน เพื่อนก็เพิ่งไปมา ก็ยังบ่นว่าคนล้นหลาม ค่าสมาชิกและค่าบัตร คุ้มค่าจริง ๆ ค่ะ

เสร็จจากพิพิธภัณฑ์ เราก็ไปเดินเล่นแถว Cannery Row หน่อยนึง ไปถ่ายรูปซ่อมจากคราวที่แล้วพลาดสถานที่สำคัญหลายแห่งที่มีอยู่ในหนังสือ ไปอีกที่ก็อดรู้สึกปลื้มอยู่ไม่วาย เมื่อคิดว่าเราอาจจะกำลังเดินย่ำรอยเท้าของนักเขียนที่เรารัก และเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากเป็นนักเขียนด้วย (แม้จะไม่สามารถเขียน หรือถ่ายทอดงานได้ดีเท่าขี้เล็บของเขาก็ตาม เอิ๊ก)

Monterey Bay Aquarium 1


Monterey Bay Aquarium ตั้งอยู่ในย่าน Cannery Row ถ้าใครเคยอ่านหนังสือของสไตน์เบ็ค เรื่องวิมานคนยาก เรื่องก็ดำเนินแถวนี้แหละ

อาคารพิพิธภัณฑ์ดัดแปลงจากอาคารเดิมซึ่งเป็นโรงงานปลากระป๋องยี่ห้อ Portola Sardines

เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ก่อนวันสงกรานต์บ้านเรา ได้มีโอกาสไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่เมืองมอนเทอเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากย่าของเด็ก ๆ บินมาเยี่ยมจากรัฐเทนเนสซี่ เราก็เลยวางแผนไว้ว่าจะพาย่าไปเที่ยวกัน พวกเราเคยไปที่นี่มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ตอนนั้นเฮนรี่ยังแค่ขวบกว่า ๆ ส่วนเอเดนเพิ่งจะมาอยู่ในท้อง

ที่นี่จัดว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาไปคราวนี้ก็ประทับใจเหมือนเดิม ย่าของเด็ก ๆ ก็ชอบทริปนี้มาก นั่งรถจากบ้านเราที่เมืองซานตา มารียาไปประมาณสามชั่วโมง พวกเราสมัครสมาชิกพิพิธภัณฑ์แบบครอบครัวไว้ คุ้มกว่าซื้อบัตรไปแต่ละครั้ง กะว่าในหนึ่งปีคงได้ไปกันอีก

เนื่องจากว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ไป เลยถ่ายรูปมาไม่ครบทั้งหมด และก็มีแต่กล้องตัวเล็ก ถ่ายในที่มืดไม่ค่อยดี เสียดายว่าไม่ได้ถ่ายรูปพวกนากทะเล ซึ่งเป็นตัวเอกของพิพิธภัณฑ์ จะมีตู้หนึ่งที่เขาปล่อยให้เจ้านากทะเลมาว่ายโชว์ ลีลาแต่ละตัวนี่น่ารักมาก นากทะเลจะว่ายน้ำแบบนอนหงายตีกรรเชียง มีการแทะตีน ลูบหน้า ขัดสีฉวีวรรณด้วย

วันที่ไปเป็นวันเสาร์ คนเยอะมหาศาล ถ้าใครอยู่อเมริกาและมีโอกาสได้ไปเที่ยวแนะนำว่าควรไปตั้งแต่เช้าประตูเปิดเลย แล้วก็ซื้อตั๋วออนไลน์ อย่าไปซื้อหน้าพิพิธภัณฑ์เด็ดขาด แถวยาวขนาด

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

อีเมลล์จากแอฟริกา...นึกว่าจะไม่เจอ

...เจอกับเขาเหมือนกันนะ...

วันนี้เปิดอีเมลล์ฮอตเมลล์ที่ไม่ค่อยได้ใช้ (เอาไว้ซื้อบัตรโทรศัพท์อย่างเดียว เพราะเวบที่ซื้อไม่ให้เปลี่ยนอีเมลล์ ก็เลยยังต้องเปิดอีเมลล์นั้นใช้อยู่เรื่อย ๆ) เจออีเมลล์จากประเทศในแอฟริกาตั้งสองฉบับ ฉบับแรก แม่ม่ายสามีตายส่งมา(หลอก) ขอชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ จะได้โทรมาคุยธุรกิจ เขาบอกว่าสามีตาย ตอนนี้ลำบาก บลา ๆ ๆ ๆ แต่รู้ว่าสามีมีเงินฝากไว้ต่างประเทศสองหมื่นดอลล่าร์สหรัฐ (มั้ง) ไม่ได้อ่านอีเมลล์ละเอียด แต่สแกนดูก็ประมาณว่าขอความช่วยเหลือ ถ้าสามารถเอาเงินของสามีมาได้ก็จะแบ่งให้ทำนองนี้

อีกอันอ้างตัวเป็นด็อกเตอร์ซะด้วยนะ บอกว่าเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีของธนาคาร Bank of Africa สาขาอะไรจำบ่ได้ บอกว่ามีเงินฝากของสามีภรรยาชาวอเมริกันที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตกค้างอยู่ในธนาคาร กำลังตามหาตัวญาติมารับมรดกไป ท่านด็อกเตอร์บอกว่าถ้าสนใจร่วมมือกัน เขาจะให้เรา (ผู้รับอีเมลล์) มาอ้างตัวเป็นญาติ โดยใช้วิธีซิกแซก ได้เงินแล้วมาแบ่งกัน แต่อย่าบอกใครนะ ให้เก็บเป็นความลับรู้กันฉองคนนะตะเอ๊ง

อ่านแล้วก็นะ...สแกมเห็น ๆ แต่ถ้าเป็นคนสิ้นหวังหมดกำลังใจ หน้ามืด โลภ อยากได้เงิน อาจจะมีคนหลงกลได้เหมือนกัน เคยได้ยินแต่คนพูดถึงกัน กับอ่านบทความเกี่ยวกับพวกสแกมทำนองนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแอฟริกา ไม่เคยโดนกับตัวเอง เพิ่งได้รับนี่แหละ ไม่รู้เขาไปหาอีเมลล์มาจากไหนเน๊าะ ปกติเคยได้แต่อีเมลล์จากเมืองไทย พวกชวนทำธุรกิจขายตรง ขายสินค้าลดความอ้วน ธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต ทำแล้วรวยในพริบตา (จริงหรือ?) อะไรทำนองนี้ ได้จากแอฟริกามาบ้างก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นสีสันชีวิตที่ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นดี (ฮา) เกือบลืมความจริงไม่ใช่แค่สองฉบับด้วย ลองคลิ๊กไปที่จั๊งก์เมลล์มีอีกตั้งห้าหกฉบับแน่ะ

น่าจะเอาไปแต่งนิยายนะเนี่ย

ใครได้รับอีเมลล์จากแอฟริกาก็ระวังหน่อยนะคะ อย่าหน้ามืดตามพี่เขาล่ะ อันตรายพวกนี้หลอกเอาเงินทั้งนั้น

Where the Wild Things Are!!!!!




Wild things ในหนังสืออยู่บนเกาะร้างห่างไกล แต่ยังมีอีกตัวหนึ่งหลงอยู่ที่บ้านนี้

เช้านี้เฮนรี่ตื่นมา ก็แอบไปนั่งระบายสี แม่ไปเข้าห้องน้ำ ออกมาเห็นเฮนรี่วิ่งสวนเข้าไปในห้องน้ำ ก็นึกว่าจะเข้าไปซนอะไรอีก มาวิ่งออกมา เห็นใบหน้าลูก เลยอ๋อ คุณเธอเข้าไปส่องกระจกดูหน้าตัวเอง ที่นั่งละเลงด้วยตัวเอง เลยเรียกมาถ่ายรูปเก็บไว้เลย

มาดูผลงานกัน

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552

เต้าหู้ผัดต้นหอม


Description:
บ้านเราจะกินมังสวิรัติกันอาทิตย์ละ 2 วัน เป็นมังสวิรัติแบบไม่กินเนื้อสัตว์ แต่กินไข่ กินนม ถ้าทำอาหารไทย เมนูที่มีเต้าหู้ก็จะลอยเข้ามาในหัวแม่บ้านผู้มีความสามารถจำกัดอย่างฉันทันที วันหนึ่งเสิร์ชหาสูตรอาหารอะไรสักอย่างในเน็ต แล้วไปเจอบล็อกของสาวจีน-อินโด เธอมีสูตรผัดเต้าหู้กับใบกุ้ยช่าย เห็นสูตรแล้วใช้ข่าสับ กับขิงสับ แตกต่างจากผัดเต้าหู้ที่เราเคยทำตามปกติ ก็ว่าน่าลองดี เพราะปกติเราผัดใช้แต่กระเทียม ใส่ซีอิ๊วขาว ใส่น้ำมันหอย (ตามหลักอาหารเจ ที่อนุญาตให้ทานหอยนางรม แหะ ๆ) เบื่อรสชาติเดิม ๆได้เปลี่ยนรสซะบ้างก็ดี ทำออกมาแล้วก็อร่อย หอมกลิ่นขิงกับข่า (ถ้ามีขิงอ่อนข่าอ่อน ก็จะกินได้เพลิดเพลินกว่านี้)

เราหาบล็อกเขาไม่เจอแล้ว ก็เลยไม่มีสูตรตามต้นตำรับเป๊ะ ๆ มีแต่สูตรแบบมั่วของเราเองง่ะ

* มาเพิ่มเติมหาสูตรดั้งเดิมเจอแล้ว จำผิดอีกต่างหาก มันคือผัดกับต้น Leek ต่างหากไม่ใช่กุ้ยช่าย ต้นLeek ก็คล้าย ๆ ต้นหอมแต่กลิ่นแรงกว่า ไม่แน่ใจว่ามันคือต้นกระเทียมหรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะใช่ Leek and Tofu, the ultimate vegetarian dish

Ingredients:
เครื่องปรุงเราดัดแปลงจากสูตรเดิมเนื่องจากเราอยู่บ้านนอก ไม่มีต้นกุ่ยช่ายขาย เราก็เลยใช้ต้นหอมแทน และบังเอิญมีถถั่วงอกติดอยู่ในตู้เย็น เหลือนิดหน่อย ควรรีบกินเสียก่อนที่จะเน่าคาตู้ เราก็เลยโยนถถั่วงอกใส่ไปด้วย ดังนั้นเครื่องของเราจึงมีเช่นนี้

- ข่าสับละเอียด หรือตำ (ข่าที่เรามีเป็นรุ่นคุณทวด โคตะระแก่เลย ไม่มีข่าอ่อนแบบเมืองไทยเลย งือๆๆ) ประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ
- ขิงสับละเอียด หรือตำ (ขิงก็คุณทวดเช่นกัน) ประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ
- เต้าหู้แบบแข็ง (Medium Firm) หั่นสี่เหลี่ยมพอคำ 1/2 ก้อน ( 7 ออนซ์ / 200 กรัม)
- ต้นหอม / หรือต้นกุ้ยช่าย ถ้ามี 2 ต้น
- เกลือ 1/4 ช้อนชา
- พริกไท 1/4 ช้อนชา
- น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วงอก (ถ้าชอบก็ใส่)
- น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย

หมายเหตุ ส่วนผสมเรากะเอานะคะ ไม่ได้เป๊ะ ๆ ตอนผัดก็ต้องชิมรสหน่อยนะคะ



Directions:
วิธีทำ
1. สับข่ากับขิง รวมกันแล้วเอาลงไปผัดกับน้ำมันจนหอม
2. ใส่ต้นหอมลงไปผัดจนสลด
3. ใส่เต้าหู้ลงไปผัดให้สุก
4. ใส่เกลือ พริกไท
5. ถ้าจะใส่ถั่วงอกก็ใส่ลงไปผัดเลยจนถั่วงอกสลด ชิมรสหน่อยนึง ถ้าเค็มเกินไปก็เติมน้ำลดความเค็มสักนิดนะก๊ะ
6. สุกแล้วก็ตักใส่จานเลยจิ่ รอช้าอยู่ใย เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยเหาะ งดกินเนื้อสัตว์ไปหนึ่งมื้อ

ทานอิ่มแล้วอย่าลืมแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย อิอิ

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

Aden's Birthday




เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ที่ผ่านมาเป็นวันเกิดครบขวบปีแรกของเอเดน ไม่ได้ทำอะไรมาก แม่ตื่นเช้ามาสวดมนต์ไหว้พระขอพรให้เอเดน เราซื้อเค้กมามากินกันในครอบครัว ร้องเพลง และเป่าเทียนให้เอเดน เฮนรี่เป็นคนจัดการเลือกเค้กให้น้องเสร็จสรรพบอกว่า "เอเดนอยากได้เค้กรถไฟโทมัส" ไม่ทราบว่ารู้ใจน้องดีขนาดนั้นได้ไง

พอดีวันนั้นตรงกับวันที่มีนัดไปเล่นกับกลุ่มเพื่อนพอดี ก็เลยซื้อคัพเค้กไปเลี้ยงเด็ก ๆ และแม่ ๆ ด้วย ที่สนามเด็กเล่น เสร็จขากเล่นก็ไปซื้อของขวัญที่หมายตาไว้ที่ ทอยส์ อาร์ อัส ให้เอเดน เขาให้ลูกโป่งสำหรับวันเกิดมาด้วย ดีเลยไม่ต้องซื้อ

แม่ขอให้เอเดนมีสุขภาพแข็งแรง มีสติปัญญาดี และเป็นเด็กดีนะลูก

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

HBD "The Very Hungry Caterpillar"

 

วันนี้เปิดหน้ากูเกิ้ลมา เห็นโลโก้เป็นรูปตามหนังสือ The Very Hungry Caterpillar ของ Eric Carleเลยเพิ่งรู้ว่าวันนี้วันที่ 20 มีนาคม เป็นวันครบรอบ 40 ปี ของหนังสือคลาสสิคเล่มนี้

The Very Hungry Caterpillar เป็นหนังสือเล่มโปรดของลูกชายอีกเล่มหนึ่ง เล่าถึงวงจรชีวิตของหนอนผีเสื้อ (เขาเรียกว่าหนอนแก้ว ใช่มั้ย?) เริ่มจากเป็นไข่ใบเล็กบนใบไม้ กลายเป็นหนอนที่หิวโซ เริ่มมองหาอาหาร แล้วก็กินอาหารโดยไล่ไปทีละวัน วันจันทร์กินแอ๊ปเปิ้ลลูกหนึ่ง วันต่อมาแพร์สองลูก พลัมสามลูก สตรอเบอร์รี่สี่ลูก ส้มห้าลูก ไปตามลำดับแต่ก็ยังหิวอีก แล้วต่อไปก็ยังเดินหน้าลุยกินดะ กินเค้ก กินไอศครีม กินอมยิ้ม แล้วในที่สุดคืนนั้นก็ปวดท้อง พอตื่นเช้ามาเป็นวันอาทิตย์อีกครั้ง เจ้าหนอนก็กินใบไม้สด แล้วก็รู้สึกสดชื่นขึ้น จากนั้นเจ้าหนอนก็ไปสร้างโคคูน หรือรังไหม ใช้เวลาสองอาทิตย์ก็กลายเป็นผีเสื้อ

หนังสือเรื่องนี้สอนทั้งเรื่องเจ็ดวันในหนึ่งสัปดาห์ นับเลข 1-5  มีการเล่นคำซ้ำ ให้เด็กจำ ลูกชายจะจำได้ประโยค he is still very hungry พอถึงตอนที่เจ้าหนอนกินเสร็จ ตอนที่ไปฟังนิทานที่ห้องสมุดที่บรรณารักษ์อ่านให้ฟังเด็ก ๆ คนอื่นก็จำตอนนี้ได้เช่นกัน บทบรรยายในหนังสือไม่ยาวนักเหมาะกับการจดจำสำหรับเด็ก ๆ เน้นการเล่าเรื่องด้วยภาพ มีการใช้เทคนิคเจาะรูหนังสือเพื่อแสดงถึงการเจาะชอนไชของเจ้าหนอน ภาพในหนังสือก็วาดได้สวยตามสไตล์อีริค คาร์ล ซึ่งปัจจุบันนี้เขาอายุ 80 ปีแล้ว

ยังมีหนังสือเล่มอื่นของอีริค คาร์ลอีกหลายเล่มที่น่าสนใจ และเป็นที่โปรดปรานของเด็ก ๆ ลูกชายของเราชอบอีกเล่มหนึ่งคือ The Very Busy Spider

ลิงก์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ และข่าวเรื่องครบรอบสี่สิบปี

http://en.wikipedia.org/wiki/The_Very_Hungry_Caterpillar

http://www.telegraph.co.uk/culture/books/5021384/Google-celebrates-Eric-Carles-Very-Hungry-Caterpillar.html

ในยูทู๊ปมีวีดีโอเรื่องนี้ด้วย ใช้คำตรงตามที่บรรยายในหนังสือไม่แต่งเติมเพิ่ม ทำได้ดีทีเดียว วีดีโอ

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

Henry's day at San Luis Obispo Children's Museum


Here we are!

It was one Sunday when my Mommy took me and my brother, Aden to the Children's Museum in San Luis Obispo, California. Mommy said it was my day, oh, Aden's day too but it was mostly mine. It is an awesome place. I wish I could stay there longer than 3 hours. Follow me, I will take you for a tour.

Dr. Seuss' Green Eggs and Ham




ช่วงนี้เฮนรี่ ลูกชายคนโตกำลังชอบให้อ่านหนังสือเรื่อง Green Eggs and Ham ของ Dr. Seuss ให้ฟัง แล้วก็ชอบฟังซีดีหนังสือด้วย เราเลยลองไปเสิร์ชหาในยูทูปดู กะว่าจะหาวีดีโอที่มีคนอ่านหนังสือเรื่องนี้ แต่บังเอิญได้ไปเจอเป็นการ์ตูนที่สร้างจากหนังสือเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการ์ตูนยุคเก่าแล้ว มีคนเอามาลงไว้แบบเต็ม ๆ เปิดให้เฮนรี่ดู ลูกก็ชอบมาก นั่งดูไปหัวเราะไป เราชอบที่การ์ตูนที่ทำมา คงเนื้อเรื่อง และคำที่ใช้เหมือนกับในหนังสือ ไม่เหมือนกับการ์ตูนเรื่อง Cat in the Hat ที่มีการเสริมเนื้อเรื่องไปมาก เปิดให้ลูกดูแล้ว ลูกไม่ติดเท่าไร คงเพราะไม่เหมือนกับหนังสือที่อ่านให้ฟัง

แนะนำให้ลองดูการ์ตูนเรื่องนี้กันนะคะ ถ้าใครมีลูกอ่านหนังสือเรื่องนี้ให้ลูกฟังก็ดี เป็นหนังสือที่เขียนดี ใช้ถ้อยคำสนุกคล้องจองดีมาก ๆ ถ้าสามารถหาหนังสือที่มาพร้อมซีดีด้วยก็ดี คนอ่านอ่านสนุกมาก ๆ

รับประกันความมันด้วยเสียงหัวเราะของเฮนรี่เลยนะ

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

Aden's walking




Aden is very happy that he can walk. We took the video when could walk in short distance but now he can walk further and has fun walking on his own.

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552

ศิลปินเดี่ยว และ รูปอื่น ๆ


ภาพนี้คาดว่าวาดเสร็จแล้วคงขายได้ราคาหลายแสน (กีบ)

วันนี้ไปเดินเคมาร์ท เฮนรี่อยากได้สีน้ำ เลยซื้อให้เฮนรี่วาดรูปเล่น ลูกไม่รู้ว่าคือสีน้ำหรอกนะ แต่เห็นเป็นจานสีแล้วมีพู่กันก็อยากได้ คงจะเบื่อสีเทียน กับมาร์คเกอร์แล้ว เห็นว่าเป็นสีน้ำแบบล้างออกได้ก็เลยซื้อ แล้วก็ซื้อแบบถูก ๆ มา 8 สี 1.79 เหรียญ เพราะคิดว่าคงจะเละภายในวันเดียวแน่นอน (ซึ่งคาดการไม่ผิด)

ที่เอารูปมาลงเพราะอยากถามผู้รู้เรื่องสีว่า สีน้ำแบบที่ใส่ถาดมาอย่างนี้ ใช้ยังไง วันนี้ให้ลูกเอาพู่กันจุ่มน้ำแล้วก็เอาไปปาดสีจากในถาดมาวาด ก็ใช้ได้อยู่หรอกนะ แต่ลูกจะไม่ล้างพู่กันก่อนสีมันก็เลยปนกันเละไปหมด ไม่รู้ว่าควรจะใช้ยังไง ขอคำแนะนำบ้างนะจ๊ะ

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

The moment that money can't buy!

วันนี้ วันจันทร์ที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๒ (2009) เอเดนเดินได้มากกว่าสองก้าวเป็นวันแรก เมื่อตอนบ่ายสองกว่า ๆ วินาทีที่เห็นลูกเดินเตาะแตะ ๆ ไป สี่ห้าก้าวแล้วล้มลงนั่งเป็นครั้งแรก มันเป็นวินาทีที่คนเป็นแม่อย่างฉันตื่นเต้นเสียเหลือเกิน แม้เมื่อสองปีกว่าที่ผ่านมา ฉันจะได้เห็นก้าวแรกของลูกคนแรกแล้ว มาถึงลูกคนที่สอง อารมณ์ของฉันก็ตื่นเต้นดีใจไม่ต่างกัน ความจริงเอเดนเดินได้สักสองก้าวมาตั้งแต่วันที่ ๑๐ กุมภาแล้ว แต่ก็ได้แค่นั้นเอง ตั้งแต่นั้นฉันก็เลยเอาพวกของเล่นสำหรับช่วยเดินให้ลูกไถเดินเล่นมากขึ้น บางทีเอเดนก็ไถเก้าอี้ ไถโต๊ะของเล่นเดินเอง แต่วันนี้เพิ่งเดินแบบปล่อยมือได้หลายก้าวเป็นวันแรก สีหน้าลูกที่แสดงถึงความตื่นเต้น อยากอวดแม่ มันเป็นอะไรที่น่ารัก น่าปลื้ม น่าประทับใจ ทำให้หัวใจแม่พองฟูจริง ๆ

นี่แหละที่ฉันคิดว่า มันคือชั่วขณะเวลาที่ไม่ว่าเงินมากแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้ มันเป็นรางวัลสำหรับคนเป็นแม่เลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน แม่คนที่ดูลูกตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง เจ็ดวัน ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันพักร้อน

เวลาที่ใครบางคนดูแคลนชีวิตการเป็นแม่เลี้ยงลูกอยู่กับบ้านแล้ว ฉันอยากจะให้เขาได้รู้จริง ๆว่า ถึงฉันอาจจะพลาดโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ฉันก็พลาดโอกาสที่จะได้เห็นพัฒนาการของลูกทุกชั่วขณะ ไม่พลาดโอกาสที่ได้เห็นรอยยิ้มแรกของลูก เสียงหัวเราะแรกของลูก วันที่ลูกรู้จักปรบมือ เห็นวันแรกที่ลูกคืบ ลูกคลาน และวันแรกที่ลูกก้าวเดิน อารมณ์นี้ ต่อให้คุณทำงานมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน ได้เงินเท่าซีอีโอ มันก็ซื้อไม่ได้จริง ๆ (นอกจากว่าลูกจะบังเอิญทำสิ่งแรกในวันที่คุณอยู่บ้านนะ )

ฉันชอบดูหน้าลูกเวลาอยากอวดว่าทำได้ หน้าตาตอนเอเดนดีใจตอนที่เดินไม่ว่าจะด้วยการไถรถ หรือเดินเอง เป็นใบหน้าที่ทำให้ฉันมีความสุข และไม่เสียดายเวลาหรือโอกาสที่ผ่านมาที่จะออกไปทำงานนอกบ้านเลย ขอบคุณเหลือเกินที่ครอบครัวยังสามารถยังชีพได้ด้วยรายได้เพียงคนเดียว แม้จะต้องประหยัดอดออม ลำบากบ้าง ต้องตัดกิเลสอยากได้โน่นได้นี่ ไม่มีเสื้อผ้าหรูหราราคาแพง ไม่ได้ทานอาหารนอกบ้าน แต่ฉันก็คิดว่ามันคุ้มค่าที่ได้อยู่ดูแลลูกด้วยตัวเอง

เอเดนเดินได้ อายุ ๑๑ เดือน ๔ วัน

 

 

 

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Children's Museum, Milwaukee, Wisconsin




ตั้งใจว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์เด็กที่อเมริกา ที่เรามีโอกาสได้พาลูกไปเที่ยวมา และประทับใจ ซึ่งก็ได้ไปมารวมแล้ว 4 ที่แล้ว แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คงจะเป็นที่มิลวอคกี้ รัฐวิสคอนซิน ซึ่งก็ไปมานานแล้วตั้งแต่ พฤษภาคม 2008 เป็นที่แรกที่เฮนรี่ได้เข้าไปเล่น ไปเจอด้วยความบังเอิญมากกว่า เข้าไปแล้วลูกไม่อยากจะออก เล่นเพลินอยู่ในนั้นราว ๆ 3 ชั่วโมงกว่า พอจะกลับมีร้องงอแงไม่อยากออกมาอีก มันคงจะสนุกสำหรับเขาจริง ๆ

พิพิธภัณฑ์เด็กที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดแสดงกิจกรรมเพื่อให้เด็กได้เล่นและเรียนรู้ไปพร้อมกัน แต่คงจะเล่นเพลินซะมากกว่า ไม่รู้ว่าเรียนรู้อะไรติดหัวบ้าง ฮ่าๆๆๆ แต่เอาน่ะ คิดว่าระหว่างเล่นเซลส์สมองก็จะได้ขยายกิ่งก้านสาขาเชื่อมต่อกันตามทฤษฏีการพัฒนาสมองของเด็กที่เขาว่าไว้

ภายในก็จะมีกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับหลากหลายสาขาวิชา มุมวิทยาศาสตร์ ก็จะมีกิจกรรมเรื่องการทำงานของกังหันลม การผลิตกระแสไฟฟ้า ระบบที่ทำให้เกิดภาพทางโทรทัศน์ การทำงานของแม่เหล็ก ฯลฯ มุมศิลปะ ก็มีให้เด็ก ๆ ได้วาดภาพระบายสี ประดิษฐ์การฝีมือต่าง ๆ มีการจำลองการทำงานในหลากสาขาอาชีพ เช่น อู่ซ่อมรถ (เฮนรี่ชอบมาก เล่นไม่เลิก), ซุปเปอร์มาร์เก็ต ให้เด็กทำเป็นช้อปปิ้งบ้าง ทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์บ้าง, ธนาคาร, ที่ทำการไปรษณีย์ อันนี้มีสายพานให้ชักรอกพัสดุไปรษณีย์ด้วย, เครนยกสินค้า, สถานีโทรทัศน์จำลอง นอกจากนี้ก็มีพื้นที่จำลองเหมือนสวนหลังบ้าน มีต้นไม้ มีเรือนสำหรับปลูกต้นไม้จำลอง กระบะทราย หลากหลายจริง ๆ ดีตรงที่ให้เด็กได้เล่นสมมติ จินตนาการกันไป ไม่แปลกใจเลยใช่มั้ยที่เด็กชายเฮนรี่จะเล่นเพลิน

เราเองเห็นลูกเล่นสนุก ก็มีความสุขไปด้วย เดินดูกิจกรรมที่เขาจัดเตรียมไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็คิดว่าเขาจัดไว้ได้ดีจริง ๆ วันที่ไปมีจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ H.A. Rey ผู้เขียนหนังสือภาพสำหรับเด็กสุดคลาสิคเรื่อง Curious George อ่านเพลินพลอยได้ความรู้ไปด้วย ตั้งแต่ไปคราวนั้นก็ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสก็จะพาลูกเข้าพิพิธภัณฑ์เด็กอีก เพราะรู้แล้วว่า ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่ได้แต่เดินดูอย่างที่เรามีเข้าใจ(ผิด)ตลอดมา รู้ว่ามันสนุกอย่างนี้พาลูกไปเล่นนานแล้ว

ค่าเข้าเยี่ยมชม+เล่น คนละ 6 เหรียญ พ่อแม่ที่พาไปก็ต้องจ่ายด้วยนะคะแม้จะไม่ได้เล่น ฮ่าๆๆ

อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าเขามีอะไรบ้างก็ไปแวะชม เวบไซต์ได้จ้ะ http://www.bbcmkids.org/visit/index.php

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ศพคนดัง (High Profile)

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Mystery & Thrillers
Author:Robert B. Parker
(โฆษณาหนังสือนิยายที่ตัวเองแปล ไม่เป็นไรใช่มั้ย หุๆ)

"ศพคนดัง" ผลงานแปลเล่มที่สองของเรา เป็นนิยายแนวสืบสวน/สอบสวน เป็นหนึ่งในนิยายชุดเจสซี่ สโตน ของโรเบิร์ต บี. พารก์เกอร์ (ไม่รู้ว่าทำไมสำนักพิมพ์เขียนนามสกุลนักเขียนเป็นปาร์กเกอร์ หรือว่าต้องเขียนตามบัญญัติการถอดคำอังกฤษเป็นคำภาษาไทยก็ไม่ทราบ ยังไม่ได้เรียนถามบ.ก.เลย แต่ในฐานะคนแปล อยากคงการถอดชื่อตามสำเนียงพูดภาษาอังกฤษมากกว่า เขียนในบล็อกตัวเองว่าพาร์กเกอร์นี่แหละ)

เรื่องย่อ เอามาจากเวบของสำนักพิมพ์ (เอามาใช้ได้เพราะเราย่อส่งไปเอง คริๆ)

วอลตั้น วีคส์ นักวิพากษ์การเมืองคนดัง เจ้าของและผู้จัดรายการทีวี วิทยุ นักเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ และมีหนังสือขายดี ถูกพบเป็นศพแขวนลงมาจากต้นไม้ ในสวนสาธารณะ ชานเมืองพาราไดซ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทส์ โดยเขาถูกยิงด้วยกระสุนสามนัดที่หน้าอก ผู้กำกับการตำรวจแห่งเมืองพาราไดซ์ เจสซี่ สโตนพบว่าเขาอยู่ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน และได้รับแรงกดดันจากผู้ว่าการรัฐ และผู้บังคับบัญชาในการที่จะสางคดีที่โด่งดังนี้

ไม่นานหลังจากนั้นมีคนพบศพหญิงสาวถูกยิงด้วยกระสุนปืนชนิดเดียวกันในที่ทิ้งขยะ ความกดดันที่ต้องไขคดีนั้นเริ่มที่จะหนักเกินทน ศพสองศพในเวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ ดูเหมือนว่าเขาน่าจะพบเบาะแสบางอย่าง แต่เมื่อเขาลงมือสืบสวนกลับนำไปสู่ทางตัน

ขณะเดียวกัน สโตนเองก็มีปัญหาส่วนตัว เจ็นน์ อดีตภรรยาของเขาถูกเฝ้าตามและคุกคามทางเพศ สโตนจึงขอให้ซันนี่ แรนดอล นักสืบเอกชน แฟนสาวของเขาให้ช่วยดูแลเจ็นน์ และสืบหาตัวคนที่ข่มขืนและเฝ้าตามหล่อน ในระหว่างที่เขาพยายามจะคลี่คลายปมคดีฆาตกรรมวอลตั้น วีคส์ ซึ่งฆาตกรไม่ทิ้งร่องรอยปมปริศนาไว้ให้มากนัก เขามีผู้ต้องสงสัยหลายคนไม่ว่าจะเป็น อดีตภรรยาสองคน แม่ม่าย บอดี้การ์ด และพนักงานอีกหลายคนในบริษัท เขาต้องไขปริศนาให้ได้ว่า ใครกันที่เป็นคนลงมือ และอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรม?

ความเห็นของผู้แปลและผู้อ่าน (แล้วสี่รอบ) นิยายเรื่องนี้ก็สนุกใช้ได้ ตอนอ่านเองด้วยความนิสัยเสีย อดใจรอเผยตัวผู้ร้ายไม่ไหวพลิกอ่านตอนจบก่อน แหะๆๆ แต่ก็เดาได้ไม่ยากมาก ประเด็นเรื่องนี้ใครฆ่าไม่สำคัญเท่าฆ่าทำไม ผู้เขียนสอดแทรกเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาได้ดี ชอบตัวละครทุกตัวในเรื่อง โดยเฉพาะพ่อหนุ่มซุทเคส ผู้ช่วยของพระเอก ตลกดี อยากให้เขาเป็นพระเอกเองสักเรื่องจริง ๆ อ่านนิยายเรื่องนี้แล้วทำให้อยากไปตามอ่านนิยายชุดนี้ของผู้เขียนคนนี้อีก สำหรับภาคภาษาไทย ยังไม่แน่ใจว่าจะมีแปลเพิ่มหรือเปล่า ถ้ามีผู้อ่านเรียกร้องหลังจากอ่านเล่มนี้ไปแล้ว และยอดขายใช้ได้ ทางสำนักพิมพ์คงจะนำมาแปลอีกค่ะ

สรุปว่าแนะนำให้อ่านสำหรับคนที่ชอบนิยายสืบสวน/สอบสวน แบบเบา ๆ เลือดไม่สาด เอาไปสี่ดาว (ไม่ค่อยอคติเท่าไร ก๊ากก)

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Estelle - American Boy




เพลงที่ติดอยู่ในหัว และร้องติดปากอยู่ช่วงนี้ (ดีใจจังไม่ใช่เพลงของลูก กรั่กๆๆ)
เจอเวอร์ชั่นไม่มีคานเย เวสท์มาร้องแรปในยูทูป เป็นเอสแตลร้องในห้องอัด เสียงฟังดูสดดี ร้องเพลงเพราะจริงผู้หญิงคนนี้ ชอบเธอ มีดีที่เสียงไม่ต้องแต่งโป๊ (จนแทบจะเปลือยกาย) ร้องเพลง